ห่วงพม่าติดโควิดครึ่งประเทศในครึ่งเดือน

นางบาร์บารา วูดเวิร์ด เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรอังกฤษประจำสหประชาชาติ กล่าวต่อที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เมื่อ 29 ก.ค. ถึงสถานการณ์โควิด-19 ที่เลวร้ายในเมียนมาที่แพร่ระบาดรุนแรงนับตั้งแต่กองทัพเข้ายึดอำนาจ เมื่อ ก.พ. โดยระบุว่าครึ่งหนึ่งของประชากร 54 ล้านคนอาจติดเชื้อโควิด-19 ภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า พร้อมทั้งเรียกร้องให้คณะมนตรีรับรองมติ 2565 ที่ให้มีการหยุดยิงในเขตความขัดแย้งเพื่อสามารถส่งมอบวัคซีนป้องกันโควิด-19 ได้อย่างปลอดภัย

สหประชาชาติได้ประมาณการว่าสถานบริการสาธารณสุขของเมียนมายังเปิดบริการได้เพียง 40% เท่านั้น เนื่องจากมีการโจมตีสถานพยาบาลบ่อยครั้ง และบุคลากรทางการแพทย์ถูกควบคุมตัวอย่างน้อย 67 คน ทั้งนี้ มีรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่ในเมียนมาเมื่อ 29 ก.ค.มากกว่า 5,000 คน และเสียชีวิตเกิน 300 คน แต่นักวิเคราะห์ชี้ว่ายอดผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจริงน่าจะสูงกว่านี้มาก เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อดังกล่าว มาจากกระบวนการตรวจหาเชื้อทั่วประเทศเพียง 13,763 คนเท่านั้น เช่นเดียวกับที่สื่อท้องถิ่นหลายสำนักยังรายงานว่า ที่นครย่างกุ้งแห่งเดียว มีการฌาปนกิจเผาศพผู้เสียชีวิตวันละ
กว่า 1,000 คน

อย่างไรก็ตามรัฐบาลทหารเมียนมากำลังมองหาความช่วยเหลือจากมิตรประเทศเพื่อช่วยรับมือการระบาด จนถึงขณะนี้มีประชาชนราว 1.75 ล้านคนเท่านั้นที่ได้รับวัคซีน ท่ามกลางกระแสโจมตี กล่าวหารัฐบาลทหารเมียนมาด้วยว่า มีการเลือกปฏิบัติเรื่องความช่วยเหลือทางด้านโควิด

ที่ผ่านมาเมียนมาสั่งซื้อวัคซีน 4 ล้านโดสจากจีนเมื่อต้นเดือน และได้รับการบริจาคจากอินเดีย 1.5 ล้านโดสเมื่อต้นปี ขณะที่จีนบริจาควัคซีนซิโนฟาร์มเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งจะเน้นไปที่กลุ่มคนตามแนวชายแดนจีน-เมียนมาเป็นหลัก และยังไม่รวมที่จีนจะบริจาคให้เพิ่มอีก 2 ล้านโดส

ก่อนหน้านี้กลุ่มแพทย์ไร้พรมแดนและสหประชาชาติ แสดงความกังวลด้วยว่า จากการที่เมียนมาฉีดวัคซีนครบโดสให้ประชากรได้เพียง 2.8 เปอร์เซ็นต์ ประกอบกับการลุกลามของเชื้อกลายพันธุ์เดลตา อาจส่งผลให้เมียนมากลายเป็นประเทศซุปเปอร์สเปรดเดอร์ในเวลาไม่ช้า โดยทั้งนี้ จากข้อมูลที่ได้รับการเปิดเผยอย่างเป็นทางการระบุว่า ยอดติดเชื้อสะสมของเมียนมาอยู่ที่ 289,333 คน เสียชีวิตรวม 8,552 คน.